หน่วยที่ 4 : มหาเวชสันดรชาดก

มหาเวสสันดรชาดก

youtube                     google                    พ.ส.ว.                    สพม.11

ที่มาของข้อมูล : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXlOVEV5TURrMU13PT0

ทศชาติชาดก

             ทศชาติชาดก เป็นชาดกที่สำคัญ  กล่าวถึง ๑๐ พระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์  ก่อนจะเสวยพระชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า  หรือ  เจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์   ชาดกทั้ง ๑๐ เรื่อง  มีดังนี้

–  พระชาติที่  ๑                   เตมียชาดก                          เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี

–  พระชาติที่  ๒                  มหาชนกชาดก                     เพื่อบำเพ็ญวิริยบารมี

–  พระชาติที่  ๓                  สุวรรณสามชาดก                 เพื่อบำเพ็ญเมตตาบารมี

–  พระชาติที่  ๔                  เนมิราชชาดก                       เพื่อบำเพ็ญอธิษฐานบารมี

–  พระชาติที่  ๕                  มโหสถชาดก                        เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมี

–  พระชาติที่  ๖                   ภูริทัตตชาดก                       เพื่อบำเพ็ญศีลบารมี

–  พระชาติที่  ๗                   จันทชาดก                           เพื่อบำเพ็ญขันติบารมี

–  พระชาติที่  ๘                  นารทชาดก                          เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

–  พระชาติที่  ๙                   วิทูรชาดก                            เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี

–  พระชาติที่  ๑๐                เวสสันดรชาดก                    เพื่อบำเพ็ญทานบารมี

เพื่อให้จำง่าย มักนิยมท่องโดยใช้พยางค์แรกของแต่ละชาติ คือ เต , ชะ , สุ , เน , มะ , ภู , จะ , นา , วิ , เว  สำหรับพระชาติสุดท้าย เป็นชาติที่สำคัญที่สุด และ บำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ครบสมบูรณ์ คือ เวสสันดรชาดก หรือ เรื่องพระเวสสันดร นั่นเอง

มูลเหตุของการเทศน์เรื่อง  มหาเวสสันดรชาดก

มูลเหตุที่เกิดเทศน์มหาชาตินั้นมาจาก ฝนโบกขรพรรษ  ซึ่งเป็นฝนพิเศษ  มีสีแดงประดุจน้ำครั่ง  เวลาตกลงมา ใครต้องการให้เปียกจึงเปียก ใครไม่ต้องการให้เปียกก็ไม่เปียก  เมื่อตกลงมาแล้วไม่ขังอยู่แต่จะซึมลงไปในดินทันที

ฝนโบกขรพรรษนี้  ตกเมื่อคราวพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระราชบิดาและพระญาติวงศ์ที่เมืองกบิลพัสดุ์  แล้วทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ปราบพยศพระญาติวงศ์ผู้ใหญ่ที่แสดงความกระด้างกระเดื่องไม่ยอมกราบไหว้พระองค์  จึงทรงบันดาลให้เกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมาจนทำให้พระญาติเหล่านั้นละทิฐิมานะ  ถวายมนัสการแด่พระองค์โดยทั่วกัน  พระสงฆ์สาวกเห็นอัศจรรย์จึงทูลถามขึ้น  พระองค์ทรงตรัสว่า “ ฝนนี้เคยตกมาก่อน  เมื่อเราเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรโพธิสัตว์ ” พระสงฆ์ทู

มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์

ปฐมเหตุ

การเทศน์มหาชาติ คือ เทศนาเวสสันดรชาดก เป็นบุญพิธีที่นิยมจัดให้มีกันมาแต่โบราณ มีทั้งหมด ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ คือ

๑.กัณฑ์ทศพร ๑๙ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ สาธุการ ทศพร เป็นกัณฑ์ที่พระอินทร์ประสาทพรแก่นางผุสดี ก่อนที่จะจุติลงมาเป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดร โดยให้พร ๑๐ ประการ

กัณฑ์ ๑ ทศพร

๒.กัณฑ์หิมพานต์ ๑๓๔ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ ตวงพระธาตุ หิมพานต์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรบริจาคทานช้างปัจจัยนาค ประชา ชนชาวเมืองสีพีโกรธแค้น จึงขับไล่ให้ไปอยู่เขาวงกต

กัณฑ์ ๒ หิมพานต์ ๓.กัณฑ์ทานกัณฑ์ ๒๐๙ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ พญาโศก ทานกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงแจกสัตสดกมหาทาน คือ การแจกทานครั้งยิ่งใหญ่ ก่อนออกจากพระนคร

กัณฑ์ ๓ ทานกัณฑ์

๔.กัณฑ์วนปเวศน์ ๕๗ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ พญาเดิน วนปเวศน์ เป็นกัณฑ์ที่เสด็จถึงเขาวงกต ได้พบศาลาอาศรม ซึ่งท้าววิษณุกรรมเนรมิตให้ พระเวสสันดร พระนางมัทรี ชาลีและกัณหา จึงทรงผนวชเป็นฤาษีพำนักในอาศรมสืบมา

กัณฑ์ ๔ วนปเวสน์

๕.กัณฑ์ชูชก ๗๙ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ เซ่นเหล้า ชูชก เป็นกัณฑ์ที่ชูชกได้นางอมิตดามาเป็นภรรยา และหมายจะได้โอรสและธิดาพระเวสสันดรมาเป็นทาส

กัณฑ์ ๕ ชูชก

๖.กัณฑ์จุลพน ๗๕ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ คุกพาทย์ จุลพน เป็นกัณฑ์ที่พรานเจตบุตรหลงกลชูชก และชี้ทางอาศรมจุตดาบส ชูชกได้ชูกลักพริกขิงแก่พรานเจตบุตร อ้างว่าเป็นพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสญชัย จึงได้พาไปยังต้นทางที่จะไปอาศรมฤาษี

กัณฑ์ ๖ จุลพน

๗.กัณฑ์มหาพน ๘0 คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ เชิดกล้อง มหาพน เป็นกัณฑ์ป่าใหญ่ ชูชกหลอกล่ออจุตฤาษีให้บอกทางสู่อาศรมพระเวสสันดร

กัณฑ์ ๗ มหาพน

๘.กัณฑ์กุมาร ๑0๑ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ โอดเชิดฉิ่ง กัณฑ์กุมาร เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงให้ทานสองโอรสแก่เฒ่าชูชก

กัณฑ์ ๘ กุมาร

๙.กัณฑ์มัทรี ๙0 คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ ทยอยโอด กัณฑ์มัทรี เป็นกัณฑ์ที่พระนางมัทรีทรงได้ตัดความห่วงหาอาลัยในสายเลือด อนุโมทนาทานโอรสทั้งสองแก่ชูชก

กัณฑ์ ๙ มัทรี

๑0.กัณฑ์สักกบรรพ ๔๓ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ กลม สักก บรรพ เป็นกัณฑ์ที่พระอินทร์จำแลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมัทรี แล้วถวายคืนพร้อมถวายพระพร 8 ประการ กัณฑ์ ๑๐ สักกบรรพ ๑๑.กัณฑ์มหาราช ๖๙ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ กราวนอก มหาราช เป็นกัณฑ์ที่เทพเจ้าจำแลงองค์ทำนุบำรุงขวัญสองกุมาร ก่อนเสด็จนิวัตถึงมหานครสีพี

กัณฑ์ ๑๑ มหาราช

๑๒.กัณฑ์ฉกษัตริย์ ๓๖ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ ตระนอน ฉกษัตริย์ เป็นกัณฑ์ที่ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญีภาพสลบลงเมื่อได้พบหน้ากัน ท้าวสักกะเทวราชได้ทรงบันดาลให้ฝนตกประพรมหกกษัตริย์

กัณฑ์ ๑๒ ฉกษัตริย์

๑๓.กัณฑ์นครกัณฑ์ ๔๘ คาถา เพลงประจำกัณฑ์ คือ กลองโยน นครกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่หกกษัตริย์นำพยุหโยธาเสด็จนิวัตพระนคร พระเวสสันดรขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดา

กัณฑ์ ๑๓ นครกัณฑ์

หลักการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม

ความหมาย

การพินิจ คือ การพิจารณาตรวจตรา พร้อมทั้งวิเคราะห์แยกแยะและประเมินค่าได้ ทั้งนี้นอกจากจะได้ประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังมีจุดประสงค์เพื่อนำไปแสดงความคิดเห็นและข้อเท็จจริงให้ผู้อื่นได้ทราบด้วย เช่น การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อแนะนำให้บุคคลทั่วไปที่เป็นผู้อ่านได้รู้จักและได้ทราบรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใครเป็นผู้แต่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์ต่อใครบ้าง ทางด้านใด ผู้พินิจมีความเห็นว่าอย่างไร คุณค่าในแต่ละด้านสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวัน

แนวทางในการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม

การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรมมีแนวให้ปฏิบัติอย่างกว้าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมงานเขียนทุกชนิด ซึ่งผู้พินิจจะต้องดูว่าจะพินิจหนังสือชนิดใด มีลักษณะเฉพาะอย่างไร ซึ่งจะมีแนวในการพินิจที่จะต้องประยุกต์หรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับงานเขียนนั้น ๆ

หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ในการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม มีดังนี้

๑.  ความเป็นมา หรือ ประวัติของหนังสือและผู้แต่ง

เพื่อช่วยให้วิเคราะห์ในส่วนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น

๒.  ลักษณะคำประพันธ์

๓.  เรื่องย่อ

๔.  เนื้อเรื่อง

ให้วิเคราะห์เรื่องตามหัวข้อต่อไปนี้ตามลำดับ โดยบางหัวข้ออาจจะมี หรือไม่มีก็ได้ตามความจำเป็น เช่น โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก วิธีการแต่ง ลักษณะการดำเนินเรื่อง การใช้ถ้อยคำสำนวนในเรื่อง ท่วงทำนองการแต่ง วิธีคิดที่สร้างสรรค์  ทัศนะหรือมุมมองของผู้เขียน เป็นต้น

๕.  แนวคิด จุดมุ่งหมาย

เจตนาของผู้เขียนที่ฝากไว้ในเรื่อง หรือบางทีก็แฝงเอาไว้ในเรื่อง ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ออกมา

๖.  คุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม

ซึ่งโดยปกติแล้วจะแบ่งออกเป็น ๔ ด้านใหญ่ ๆ และกว้าง ๆ เพื่อความครอบคลุมในทุกประเด็น ซึ่งผู้พินิจจะต้องไปแยกแยะหัวข้อย่อยให้สอดคล้องกับลักษณะหนังสือที่จะพินิจนั้น ๆ ตามความเหมาะสมต่อไป

การพินิจคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม

มี ๔ ประเด็นดังนี้

๑.  คุณค่าด้านวรรณศิลป์

คือ ความไพเราะของบทประพันธ์ ซึ่งอาจจะเกิดจากรสของคำที่ผู้แต่งเลือกใช้และรสความที่ให้ความหมายกระทบใจผู้อ่าน

๒.  คุณค่าด้านเนื้อหา

คือ การให้ความรู้ด้านต่าง ๆ ให้คุณค่าทางปัญญาและความคิดแก่ผู้อ่าน

๓.  คุณค่าด้านสังคม

วรรณคดีและวรรณกรรมสะท้อนให้เห็นภาพของสังคมในอดีตและวรรณกรรมที่ดีสามารถจรรโลงสังคมได้อีกด้วย

๔.  การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้ผู้อ่านได้ประจักษ์ในคุณค่าของชีวิต ได้ความคิดและประสบการณ์จากเรื่องที่อ่าน และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต นำไปเป็นแนวปฏิบัติหรือแก้ปัญหา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s